CRUISE-Expedition Swan Hellenic Vega เรือสำรวจหรู สวอน เฮลเลนิก เวก้า เส้นทาง Ushuaia -To- Ushuaia 25 มี.ค. - 8 เม.ย. 2570
รหัสสินค้า : CJN_SW001_PATAGONIA ISLANDS 15D 25 MAR-8 APR 27
| ราคา |
340,900.00 ฿ |
| จำนวนที่จะซื้อ | |
| ราคารวม | 340,900.00 ฿ |
สินค้าไม่เพียงพอ
สินค้าหมด
Cruise Expedition Swan Hellenic Vega
เรือสำรวจหรู สวอน เฮลเลนิก เวก้า
Patagonia and the Wild Atlantic
Cruise to the Falkland Islands | 15 วัน
เดินทางสำรวจดินแดนสุดขอบอเมริกาใต้
Ushuaia -To- Montevideo
ราคาเริ่มต้น 340,900.- บาท / ต่อท่าน
วันเดินทาง 25 มีนาคม - 08 เมษายน 2570
กรุณาสอบถามห้องพักว่างก่อนทำการจอง
All Inclusive
Transfer
>>Night Hotel pre-cruise
Transfer
>>Flight
Transfer
>>Cruise
Transfer
>>Flight
♦ Onboard gratuities & porttaxes
หมายเหตุ: เงื่อนไขเป็นไปตามที่เรือกำหนด
ขอสงวนสิทธิ์หากเรือมีการปรับเปลี่ยนท่าเทียบเรือ ซึ่งทางบริษัทจะทำการแจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้าต่อไป / โปรแกรมการท่องเที่ยว Shore Excursion ของเรือ อาจมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับการเข้าออกของตารางเดินทางเรือ
โปรแกรมการล่องเรือ
วันที่ 1 - อูชัวยา (Ushuaia)
เมืองอูชัวยาตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาอันสง่างามของทิวเขา มาร์เชียล (Martial Range) ที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน ตึกรามบ้านช่องหลากสีสันและสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานอย่างมีเอกลักษณ์ เรียงรายลดหลั่นลงมาจากแนวขุนเขาตระหง่าน ก่อนจะมาบรรจบอย่างลงตัว ณ ริมฝั่งช่องแคบบีเกิล (Beagle Channel) ในฐานะเมืองที่อยู่ใต้สุดของโลก อูชัวยาจึงคู่ควรอย่างยิ่งกับสมญานาม "สุดขอบฟ้าปลายโดเมนโลก" ซึ่งได้รับการขับเน้นให้เด่นชัดยิ่งขึ้นด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวนชวนค้นหาและทัศนียภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจ ร่วมออกเดินทางไปกับเรือสำราญสไตล์บูติกของคุณ สู่การผจญภัยในดินแดนอันเป็นที่สุดแห่งความบริสุทธิ์และน่าหลงใหลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
วันที่ 2 - ธารน้ำแข็งเพีย (Pia Glacier)
ธารน้ำแข็งเพียสามารถเข้าถึงได้ทางน้ำเท่านั้น เป็นธารน้ำแข็งขนาดมหึมาที่ไหลเคลื่อนตัวจากทิวเขาดาร์วิน (Darwin Range) ของประเทศชิลี ดิ่งดิ่งลงสู่ช่องแคบบีเกิล ธารน้ำแข็งแห่งนี้ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติอัลเบอร์โต เด อะกอสทินี (Alberto de Agostini National Park) มีความพิเศษตรงที่เป็นธารน้ำแข็งที่ก่อตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าการละลายและแตกตัว การนั่งเรือยางโซดิแอก (Zodiac) จะพาทุกท่านเข้าไปสัมผัสหน้าผาน้ำแข็งสูงตระหง่านอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดอันทรงพลัง และเมื่อเสียงกึกก้องกัมปนาทดังขึ้น นั่นคือสัญญาณของก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่กำลังแยกตัวและถล่มลงสู่ผืนน้ำ เบื้องหน้าคือภาพความยิ่งใหญ่ที่เติมเต็มหัวใจด้วยความตื่นตาและพลังอันบริสุทธิ์ของธรรมชาติ
วันที่ 3 - แหลมฮอร์น (Cape Horn)
แหลมฮอร์นคือจุดหมายปลายทางในตำนานของนักเดินเรือทั่วโลก เป็นบริเวณที่มหาสมุทรแอตแลนติกและมหาสมุทรแปซิฟิกมาบรรจบกัน จนได้รับฉายาว่า "เอเวอเรสต์ของนักแล่นเรือ" เนื่องจากเป็นบททดสอบอันยิ่งใหญ่สำหรับการแข่งขันแล่นเรือรอบโลก ณ ที่แห่งนี้มีอนุสรณ์สถานแหลมฮอร์น (Cape Horn Memorial) รูปเงาของนกอัลบาทรอสเด่นตระหง่าน เพื่อระลึกถึงเหล่านักเดินเรือที่สูญหายไปในท้องทะเล บนเกาะฮอร์นอส (Hornos Island) อันห่างไกลนี้ มีเพียงครอบครัวเล็กๆ เพียงครอบครัวเดียวที่อาศัยอยู่เป็นการถาวร ขณะเดียวกันพื้นที่นี้ยังอุดมไปด้วยสัตว์ป่าหายากที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น นกอัลบาทรอสหลวงซีกโลกใต้ และเพนกวินมาเจลลัน
วันที่ 4 - เกาะอิสลา เด ลอส เอสตาโดส (Isla De Los Estados)
เกาะอิสลา เด ลอส เอสตาโดส ตั้งอยู่ปลายสุดทางทิศตะวันออกอันห่างไกลของเกาะติเอร์ราเดลฟวยโก (Tierra del Fuego) เป็นพื้นที่เขตอนุรักษ์ที่ได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวด แนวชายฝั่งที่โขดหินสลับซับซ้อนและผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ เป็นบ้านของฝูงเพนกวินมาเจลลันและเพนกวินร็อกฮอปเปอร์ฝูงใหญ่ รวมถึงนกกระยางจักรพรรดิและนกเพเทรลยักษ์ ขณะที่ป่าสาหร่ายทะเลใต้น้ำก็เป็นแหล่งอนุบาลชีวิตทางทะเลที่สมบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้น บนเกาะยังเป็นที่ตั้งของประภาคารประวัติศาสตร์ ซาน ฮวน เด ซัลวาเมนโต (San Juan de Salvamento) ซึ่งรู้จักกันในนาม "ประภาคารแห่งสุดขอบโลก"
วันที่ 5 - เกาะบาร์เรน (Barren Island)
เกาะบาร์เรนตั้งอยู่บริเวณประตูสู่ทิศใต้ของช่องแคบฟอล์กแลนด์ (Falkland Sound) มีลักษณะเป็นเกาะที่ราบลุ่ม โดดเด่นด้วยบึงน้ำและอ่าวหาดทรายที่เงียบสงบ ความพยายามในการอนุรักษ์ธรรมชาติได้ช่วยฟื้นฟูทุ่งหญ้าทัสซัก (Tussac grass) ให้กลับมาเขียวขจี กลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยอันอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ป่านับพันชีวิต เช่น เพนกวินมาเจลลัน นกเพเทรลยักษ์ซีกโลกใต้ เพนกวินเจนตู และสิงโตทะเล ที่นี่เปิดรับการท่องเที่ยวในรูปแบบฟาร์มแกะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับเกาะจอร์จ (George Island) นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นชมวิวชายฝั่งได้อย่างเพลิดเพลิน พร้อมเยี่ยมชมอาคารประวัติศาสตร์ เช่น โรงตัดขนแกะและบ้านพักแบบโบราธ์
วันที่ 6 - เกาะบลีเกอร์ (Bleaker Island)
เกาะบลีเกอร์ได้รับการยกย่องให้เป็นพื้นที่สำคัญเพื่อการอนุรักษ์นก (Important Bird Area) เป็นเขตอนุรักษ์ชายฝั่งที่ยังคงความบริสุทธิ์ผุดผ่อง การทำฟาร์มและดูแลหญ้าทัสซักอย่างยั่งยืนช่วยเกื้อกูลให้นกกว่า 47 สายพันธุ์เข้ามาวางไข่และขยายพันธุ์ คุณจะได้พบกับนกคอร์โมแรนต์จักรพรรดิกว่า 8,000 คู่ที่ทำรังร่วมกับนกชีทบิลหิมะ นกสกัว และนกนางนวล พร้อมด้วยฝูงเพนกวินเจนตู มาเจลลัน และร็อกฮอปเปอร์ซีกโลกใต้ที่เจริญเติบโตอย่างหนาแน่น บึงน้ำจืดบนเกาะดึงดูดนกน้ำหลากหลายชนิด ขณะที่ผืนน้ำรอบเกาะมักมีสิงโตทะเลและโลมาแวะเวียนมาอวดโฉมอยู่เสมอ
หาดเบอร์ธา (Bertha's Beach)
หาดทรายขาวละเอียดแห่งนี้ตั้งอยู่ภายในฟาร์มฟิตซ์รอย (Fitzroy Farm) ทางตะวันออกของหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่สำคัญเพื่อการอนุรักษ์นก และพื้นที่ชุ่มน้ำแรมซาร์ (RAMSAR wetland) ที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ชายหาดแห่งนี้เป็นบ้านของเพนกวินเจนตู เพนกวินมาเจลลัน นกนางนวลแกลบอเมริกาใต้ เป็ดนึ่ง (Steamer ducks) และห่านหัวสีแดง ในทะเลนอกชายฝั่ง คุณมักจะเห็นโลมาคอมเมอร์สันและโลมาพีลว่ายเวียนวน ขณะที่สิงโตทะเลจะขึ้นมานอนอาบแดดบนฝั่งอย่างสบายอารมณ์ นอกจากนี้ยังมีพืชพรรณกว่า 80 ชนิดที่เจริญเติบโตอย่างงดงาม โดยมีถึง 5 ชนิดที่พบได้ที่นี่ที่เดียวในโลก รวมถึงเฟิร์นพระจันทร์ดูเซน (Dusen’s moonwort fern) ที่หาได้ยากยิ่ง
วันที่ 7 - พอร์ตสแตนลีย์ (Port Stanley)
หากคุณคุ้นเคยกับตู้ไปรษณีย์สีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของอังกฤษ คุณอาจจะรู้สึกเหมือนได้เห็นเงาสะท้อนของดินแดนแม่ในเมืองหน้าด่านแห่งนี้ พอร์ตสแตนลีย์ ตั้งอยู่บนเกาะฟอล์กแลนด์ตะวันออก (East Falkland) เป็นเมืองหลวงขนาดกะทัดรัดของหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ซึ่งมีขนาดเล็กพอที่จะเดินทอดน่องสำรวจได้อย่างทั่วถึง ไฮไลต์สำคัญคือพิพิธภัณฑ์อู่เรือประวัติศาสตร์ (Historic Dockyard Museum) ที่อุทิศให้กับการจัดแสดงประวัติศาสตร์การเดินเรือและการสำรวจทางทะเล นอกจากนี้ คุณยังจะได้พบกับฝูงเพนกวินมาเจลลันที่รวมตัวกันบนชายหาดบริเวณอ่าวจิปซี (Gypsy Cove) ที่อยู่ใกล้เคียง พร้อมชมสิงโตทะเลและโลมาที่พากันมาแหวกว่ายเล่นคลื่นอย่างเริงร่าในบริเวณอ่าวจอดเรือ
วันที่ 8 - เกาะคาร์แคส (Carcass Island)
เกาะคาร์แคสในหมู่เกาะฟอล์กแลนด์คือสวรรค์ของสัตว์ป่าที่แท้จริง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ปราศจากสัตว์นักล่าจากภายนอก ทำให้สัตว์ท้องถิ่นที่นี่ใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและไร้ความหวาดกลัว เกาะอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้ทอดตัวด้วยเนินเขาลูกคลื่น หาดทรายขาวละเอียด และทิวไม้ใหญ่ที่หาได้ยาก พร้อมทั้งเป็นบ้านของฝูงเพนกวินเจนตูและเพนกวินมาเจลลันฝูงใหญ่ที่ขุดโพรงดินอยู่อาศัยอันเป็นเอกลักษณ์ สำหรับนักดูนก คุณสามารถส่องนกสายพันธุ์หายากอย่าง นกคาราคาราแถบ (Striated Caracara หรือที่รู้จักในชื่อ "Johnny Rook") นกกระจิบดอนค็อบบ์ (Cobb’s wren) และนกทัสซัก (Tussacbird) ส่วนในผืนน้ำรอบเกาะก็ชุ่มฉ่ำไปด้วยชีวิตของแมวน้ำช้าง สิงโตทะเล โลมา และวาฬขนาดยักษ์
เกาะเวสต์พอยต์ (West Point Island)
สวรรค์แห่งปักษาสมชื่อคือนิยามของเกาะฟาร์มแกะอันเขียวขจีแห่งนี้ ที่ซึ่งมีฝูงแกะนับพันตัวเดินเล็มหญ้าอย่างอิสระ เกาะนี้ถูกค้นพบและตั้งถิ่นฐานโดยนักสำรวจชาวอังกฤษในปี ค.ศ. 1765 โดดเด่นด้วยทัศนียภาพที่ไม่มีใครเหมือน ไม่ว่าจะเป็นหาดทรายสีทองอร่ามที่กึกก้องไปด้วยเสียงระงมของฝูงเพนกวินร็อกฮอปเปอร์ เจนตู และมาเจลลัน รวมถึงรังนกรูปทรงเสาหินอันแปลกตาของนกอัลบาทรอสคิ้วดำ ยิ่งไปกว่านั้น คุณยังจะได้ตื่นตากับพืชพรรณท้องถิ่นของฟอล์กแลนด์ถึง 9 ชนิด จากทั้งหมด 14 ชนิด รวมถึงดอกบัตเตอร์คัพสีเงิน และดอกเดซี่ขนปุย ที่เติบโตอย่างงดงามอวดสายตาผู้มาเยือน
วันที่ 9 - เกาะเพบเบิล (Pebble Island)
เกาะเพบเบิล ได้รับการตั้งชื่อตามหินโมรา (Agate) หลากสีสันที่ทอดตัวอยู่ตามชายหาด เกาะแห่งนี้เต็มไปด้วยภูมิประเทศที่หลากหลายและงดงาม แปลกตา เกาะแห่งนี้เป็นพื้นที่ส่วนบุคคลและมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ เป็นที่ตั้งของหาดเอเลแฟนท์ (Elephant Beach) ที่ยาวสุดสายตาถึง 6.4 กิโลเมตร และเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานเรือรบหลวงเอชเอ็มเอส โคเวนทรี (H.M.S. Coventry) เกาะนี้ยังเป็นแหล่งรวมตัวของนกนานาชนิด รวมถึงนกกระยางจักรพรรดิกว่า 1,000 คู่ เพนกวินร็อกฮอปเปอร์ซีกโลกใต้กว่า 8,500 คู่ และหงส์คอดำ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีพืชพรรณเฉพาะถิ่นของฟอล์กแลนด์ชูช่อไสว และบ่อยครั้งที่คุณจะได้เห็นโลมาคอมเมอร์สันแวะเวียนมาทักทาย
เกาะซอนเดอร์ส (Saunders Island)
นกอัลบาทรอสคิ้วดำสยายปีกบินอย่างสง่างามบนท้องฟ้าเหนือเกาะฟอล์กแลนด์อันห่างไกลแห่งนี้ ในขณะที่โลมาคอมเมอร์สันเริงร่าอยู่ในผืนน้ำสีคราม ด้วยจำนวนประชากรมนุษย์และแกะที่อยู่อาศัยอย่างบางตา เกาะนี้จึงกลายเป็นเขตอนุรักษ์อันเงียบสงบสำหรับแมวน้ำขนปุย เพนกวินร็อกฮอปเปอร์ เพนกวินมาเจลลัน และนกคอร์โมแรนต์จักรพรรดิ ซึ่งพากันทำรังอยู่ตามหน้าผาชันและขุนเขาคลิฟฟ์เมาน์เทน (Cliff Mountain) อันโอ่อ่า การเดินเขาผ่านภูมิประเทศที่ปกคลุมด้วยมอสเขียวขจีจะนำพาคุณไปพบกับความงามของดอกไม้ป่าสีสันสดใส เช่น ดอกเฟลตัน (Felton's) กลีบสีชมพูหวานตา
วันที่ 10 และ 11 - วันแห่งการล่องทะเล (Day at Sea)
วันแห่งการล่องทะเลจะไม่มีคำว่าน่าเบื่ออย่างแน่นอน ใช้เวลานี้เอนกายผ่อนคลายและปล่อยให้โลกเคลื่อนผ่านไปช้าๆ ดาดฟ้าชมวิวของเรือพร้อมมอบทัศนียภาพอันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาของมหาสมุทรที่งดงาม วันพักผ่อนกลางทะเลเปิดโอกาสให้คุณได้ทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมทาง ร่วมแบ่งปันประสบการณ์อันน่าทึ่งจากทริปนี้ หรือจะเลือกหลบมุมไปยังห้องสมุดของเรือที่อัดแน่นไปด้วยหนังสืออ้างอิงและสารานุกรมมากมาย ร่วมรับฟังมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญผ่านกิจกรรมบรรยายพิเศษบนเรือ หรือจะเลือกฝึกปรือทักษะการถ่ายภาพให้เฉียบคมยิ่งขึ้นด้วยคำแนะนำอันมีค่าจากช่างภาพมืออาชีพประจำเรือของเรา
วันที่ 12 - ปวยร์โต มาดริน (Puerto Madryn)
เมืองปวยร์โต มาดริน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของภูมิภาคปาตาโกเนีย (Patagonia) ประเทศอาร์เจนตินา เป็นเมืองชายฝั่งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดดเด่นด้วยหาดทรายขาว ประภาคารอันเป็นเอกลักษณ์ และชื่อเสียงระดับโลกในฐานะจุดชมวาฬขวาซีกโลกใต้ (Southern Right Whales) ที่พากันมาแหวกว่ายอวดโฉมอย่างเริงร่าจากชายหาดปลายา เอล โดราดิโย (Playa El Doradillo) นอกจากนี้ ณ บริเวณคาเลตา วาลเดส (Caleta Valdés) บนคาบสมุทรวาลเดส คุณจะได้พบกับแมวน้ำช้างเพศผู้ตัวใหญ่สีขาวที่ขึ้นมานอนพักผ่อนเคียงข้างฝูงเพนกวิน โดยพวกมันคอยเฝ้าระวังวาฬเพชฌฆาตที่หิวโหยอยู่เสมอ และหากคุณต้องการดื่มด่ำกับเรื่องราวธรรมชาติรอบตัว พิพิธภัณฑ์เอโคเซนโทร (Ecocentro) คือสถานที่ที่สมบูรณ์แบบในการเรียนรู้ระบบนิเวศอันน่าทึ่งของปาตาโกเนีย
วันที่ 13 และ 14 - วันแห่งการล่องทะเล (Day at Sea)
วันแห่งการล่องทะเลจะไม่มีคำว่าน่าเบื่ออย่างแน่นอน ใช้เวลานี้เอนกายผ่อนคลายและปล่อยให้โลกเคลื่อนผ่านไปช้าๆ ดาดฟ้าชมวิวของเรือพร้อมมอบทัศนียภาพอันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาของมหาสมุทรที่งดงาม วันพักผ่อนกลางทะเลเปิดโอกาสให้คุณได้ทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมทาง ร่วมแบ่งปันประสบการณ์อันน่าทึ่งจากทริปนี้ หรือจะเลือกหลบมุมไปยังห้องสมุดของเรือที่อัดแน่นไปด้วยหนังสืออ้างอิงและสารานุกรมมากมาย ร่วมรับฟังมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญผ่านกิจกรรมบรรยายพิเศษบนเรือ หรือจะเลือกฝึกปรือทักษะการถ่ายภาพให้เฉียบคมยิ่งขึ้นด้วยคำแนะนำอันมีค่าจากช่างภาพมืออาชีพประจำเรือของเรา
วันที่ 15 - มอนเตวิดีโอ (Montevideo)
มอนเตวิดีโอ เมืองหลวงอันเปี่ยมเสน่ห์ของประเทศอุรุกวัย ตั้งอยู่ตรงข้ามกับกรุงบัวโนสไอเรสโดยมีแม่น้ำริโอเดลาพลาตา (Río de la Plata) คั่นกลาง เมืองแห่งนี้คืออัญมณีเม็ดงามที่แท้จริง โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงามเหนือกาลเวลา จัตุรัสอันร่มรื่นไปด้วยเงาไม้ และชายหาดทรายอันเงียบสงบ มอนเตวิดีโอยังเป็นเมืองที่อบอวลไปด้วยประวัติศาสตร์ทางวรรณกรรม โดยเป็นบ้านเกิดของนักเขียนชื่อดังระดับโลกอย่าง เบเนเดตติ (Benedetti), โอเนตติ (Onetti) และ เปลิ รอสซี (Peri Rossi) จนได้รับฉายาว่า "เอเธนส์แห่งริโอเดลาพลาตา" ทั้งยังเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของวรรณกรรมสไตล์เกาโช (Gaucho) และเป็นเมืองแห่งวรรณกรรมของ UNESCO เพียงแห่งเดียวในภูมิภาคลาตินอเมริกา
…Cruise Vacations Start Here…Cruise Tour Experts by Chic 2020…

#Chic2020 #CruiseTourExperts #ChicCruise #LuxuryCruises #ChicJourney #LuxuryTravel #PremiumTour








